AIS E-waste

จำนวนขยะที่เก็บได้

0

ชิ้น

ค่า CO² ลดลง

0

กิโลกรัมคาร์บอนสมมูลย์

จำนวนขยะที่เก็บได้

0

ชิ้น

ค่า CO² ลดลง

0

กิโลกรัมคาร์บอนสมมูลย์

แหล่งที่มาของการคำนวนค่า CO² : โครงการจุฬาฯ รักษ์โลก

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้งไป ผู้ประกอบการรีไซเคิลไทย และจุดเริ่มต้นใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวัง

“โทรศัพท์เครื่องนี้ ต้องทิ้งที่ไหน”

เป็นเรื่องจริงอันน่าเศร้าที่คำถามนี้ยังเกิดขึ้นกับหลายๆ คนในโลกยุคใหม่ และน่าเศร้ายิ่งขึ้นไปที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่แม้แต่จะตั้งคำถามนี้ด้วยซ้ำ ไม่ใช่เพราะรู้ว่าควรทิ้งที่ไหน แต่เพราะไม่แม้แต่จะสนใจว่าใครจะจัดการกับโทรศัพท์เครื่องนี้ หลังจากที่มันกลายเป็นขยะไปแล้ว

ความไม่รู้ ความไม่ตระหนัก พร้อมกับความมักง่ายนี้ ทำให้คนส่วนใหญ่โยนขยะอิเล็กทรอนิกส์ทิ้งไป โดยเลือกทิ้งจากถังที่ถูกใจ ไม่ใช่ถังที่ถูกต้อง จริงอยู่ ถึงแม้หลายคนพยายามหาความรู้และทำความเข้าใจ แต่สุดท้ายก็มักจะทิ้งมันไปโดยหวังว่าจะมีใครมาจัดการต่อให้เอง ส่งผลให้ปลายทางของ E-Waste ในประเทศไทยมักจะหนีไม่พ้นกองขยะมูลฝอยในครัวเรือน

ฝังกลบและเผาทำลาย วิธีการจัดการที่อันตรายที่สุด 

หลังจากที่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ในแต่ละชุมชนถูกทิ้งปะปนกับขยะมูลฝอยในครัวเรือน เทศบาลหรือกรุงเทพมหานครจะเก็บรวบรวม และนำไปกำจัดโดยการฝังกลบหรือส่งไปโรงเผาขยะต่อไป ซึ่งการนำไปเผาทำลายจะทำให้เกิดควันพิษที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ รวมถึงระบบนิเวศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และการกำจัดด้วยวิธีฝังกลบอาจทำให้เกิดการรั่วไหลของสารพิษ และอาจทำให้ตกค้างได้ทั้งในแหล่งน้ำเหนือผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดิน ปนเปื้อนสู่สภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ และห่วงโซ่อาหาร ก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และต่อสุขภาพได้ในที่สุด 

เหล่าผู้ประกอบการไทยที่จัดการขยะได้อย่างไม่ทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม ยังมี E-Waste อีกส่วนหนึ่งที่ถูกเก็บและเรียกคืนโดยผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการรีไซเคิล โดยเราสามารถแบ่งผู้ประกอบการที่ทำกิจการเกี่ยวกับการจัดการซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่คือ กลุ่มผู้ผลิตที่มีกระบวนการรีไซเคิลเพื่อจัดการซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ของตนเอง และกลุ่มบริษัทผู้ประกอบกิจการรีไซเคิลโดยเฉพาะ ซึ่งมีทั้งผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาร่วมทุน ทั้งนี้ผู้ประกอบการต่างชาติบางรายที่เข้ามาทำธุรกิจรีไซเคิลในประเทศไทยยังไม่มีการก่อสร้างโรงงานรีไซเคิลที่เต็มรูปแบบและมีความพร้อมมากพอ

จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษปี 2555 ประเทศไทยมีผู้ประกอบการที่ทำกิจการเกี่ยวกับการจัดการซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ 22 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในเขตพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ภาคเหนือและภาคใต้มีเพียงภาคละ 1 แห่ง ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่พบโรงงานรีไซเคิลที่รับจัดการซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าโรงงานคัดแยก บำบัด และกำจัดซากผลิตภัณฑ์มีจำนวนน้อย ไม่เพียงพอ โรงงานส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเขตพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ทำให้การขนส่งมีต้นทุนสูง และยังไม่มีโรงงานที่มีกระบวนการถอดแยกหรือรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างครบวงจร

 

การจัดการที่ดีจะต้องไม่มีส่วนไหนเหลือทิ้ง

ในกระบวนการที่ถูกต้อง ผู้ประกอบการเหล่านี้จะนำผลิตภัณฑ์ที่เสียแต่ยังไม่หมดอายุการใช้งานไปซ่อมแซมเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง ผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุการใช้งานแล้วจะถูกนำไปคัด แบ่งประเภท และแยกชิ้นส่วน ส่งไปยังโรงงานแปรรูปทั้งในและนอกประเทศ เพื่อแปรรูปเป็นวัตถุดิบสำหรับนำมาใช้ในกระบวนการผลิตใหม่อีกครั้ง ส่วนเศษวัสดุที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้จะถูกนำไปจัดการต่อผ่านกระบวนการรีไซเคิล ทำให้ไม่มีส่วนไหนเลยของ E-Waste ที่จะถูกทิ้ง หรือก่อให้เกิดมลพิษที่ส่งผลเสียต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา และนั่นหมายความว่าถ้าผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง ปริมาณของซากขยะจะต้องไม่เพิ่มขึ้น แต่จะมีแต่ลดลงเรื่อยๆ

แต่ในประเทศไทย ปริมาณของ E-Waste ในทุกๆ ปีกลับมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น และมากขึ้นจนน่าตกใจ เพราะระบบในการคัดแยกชิ้นส่วนเพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตใหม่ยังไม่ดีพอ ทำให้ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ถูกใช้ในวันนี้จะกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกทิ้งในวันหน้า โดยไม่ได้รับการรีไซเคิลหรือแยกส่วนนำกลับไปใช้ใหม่อีกครั้ง

จากสถิติของกรมควบคุมมลพิษพบว่า ในทุกๆ ปีปริมาณซากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 357,000 ตันในปี 2555 เพิ่มขึ้นเป็น 384,233 ตันในปี 2558 ในปี 2559 พบซากโทรศัพท์มือถือมากที่สุด ด้วยจำนวน 10.9 ล้านเครื่อง รองลงมาคืออุปกรณ์เล่นภาพหรือเสียงขนาดพกพาจำนวน 3.57 ล้านเครื่อง ส่งผลให้ในปี 2564 คาดว่าจะพบซากโทรศัพท์มือถือจำนวน 13.42 ล้านเครื่อง และอุปกรณ์เล่นภาพหรือเสียงขนาดพกพาประมาณ 3.65 ล้านเครื่อง หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ภายในระยะเวลา 5-10 ปี ประเทศไทยต้องประสบปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ขั้นวิกฤต ทั้งจากปริมาณขยะในประเทศและขยะที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

จุดเริ่มต้นดีๆ ที่ทำให้คนไทยยังมีหวัง

ข่าวดีคือ ที่ผ่านมาหลายๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐเริ่มมีการดำเนินงานเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอันนำไปสู่การกำหนดแนวทางการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย เช่น ให้ความรู้และรณรงค์เรื่องการจัดการคัดแยกขยะประเภทนี้ รวมถึงจัดตั้งยุทธศาสตร์การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เชิงบูรณาการ พ.ศ. 2557-2564 และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2558 เป็นที่เรียบร้อย เพื่อใช้เป็นกรอบนโยบายการบริหารการจัดการซากผลิตภัณฑ์และอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมทัดเทียมระดับสากล และนี่นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีทีเดียว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ไม่ใช่ความรู้ว่าจะจัดการ E-Waste ได้อย่างไร แต่คือการทำให้ทุกคนมีความเข้าใจว่าการจัดการเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาช่วย เราทุกคนต้องสามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพราะการจัดการที่ดีที่สุดคือการหยุดคิด ปรับตัวเองใหม่ และหันมาใส่ใจเลือกทิ้งให้ถูกต้อง เพื่อที่วันหนึ่งทุกคนจะสามารถใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสบายใจ สามารถปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยได้โดยไม่ทำลายสุขภาพหรือสภาพแวดล้อม พร้อมสามารถส่งต่อความเข้าใจนี้ให้คนรุ่นต่อๆ ไปได้ 

หากทุกครัวเรือนในประเทศไทยมีความรู้ ความตระหนัก และไม่มักง่าย

หากคนไทยตอบได้เป็นอย่างดีว่าควรเอาสิ่งที่มีไปทิ้งที่ไหน

หากทุกคนเลือกทิ้งใส่ถังที่ถูกต้อง ไม่ใช่ถังที่ถูกใจ

ในท้ายที่สุด จุดเริ่มต้นเล็กๆ ในวันนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สามารถจัดการกับปัญหา E-Waste ในประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน

Recent Post

Close Menu